เจ้านายแบบไหนที่ลูกน้องอยากทำงานด้วย

Edutainment
01/12/2020
รับชมแล้วทั้งหมด 5064 คน
เจ้านายแบบไหนที่ลูกน้องอยากทำงานด้วย
banner

บทบาทของหัวหน้างาน คือการเป็นผู้นำในการบริหารจัดการทีมงานให้ทำงานได้ตามแผนงานเป้าหมาย มีหน้าที่ในการเป็นผู้นำทีมและประสานคนทำงานในทีมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้ทำงานบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และยังเป็นคนเชื่อมต่อระหว่างทีม แผนก และเจ้านายผู้ใหญ่ ในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไป ซึ่งต้องมีความสามารถในการเป็นผู้นำและทักษะการทำงาน รวมถึงทักษะด้านอื่นๆ เฉพาะตัวสูง เพื่อผลผลลัพธ์ของผลการทำงานดังกล่าว

แต่ในยุคแห่งเสรีภาพที่เท่าเทียม สังคมการทำงานในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เพียงหัวหน้างานที่เลือกลูกน้องได้เพียงอย่างเดียว หากแต่ลูกน้องหรือคนทำงานมากฝีมือก็เริ่มหันมาปักหมุด ตั้งความหวัง เลือกเจ้านายที่จะทำงานร่วมด้วยเช่นกัน  เพราะการมีเจ้านายดีตามอุดมคติที่ลูกน้องคาดหวังนั้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานทุกรูปแบบ ฉะนั้นแล้วหัวหน้างานที่ลูกน้องมุ่งหมายอยากฝากชีวิตการทำงาน และทุ่มเทให้กับการทำงานร่วมกันที่ดีในอุดมคติ ที่จะทำให้ทีมแกร่ง รักษาคนเก่ง คนดี ในยุคศตวรรษที่นี้ไว้ได้ จะต้องเป็นแบบไหนเราไปดูกัน

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

1. เก่งจริง เก๋าประสบการณ์  ไม่ว่าจะขึ้นตำแหน่งมาด้วยความสามารถหรือค่าประสบการณ์ที่สะสมมายาวนาน นั่นคือความเก่ง ความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ ที่ลูกน้องทุกคนต้องการมากที่สุดในตัวหัวหน้างานในอุดมคติ เพราะถ้าได้อยู่กับคนเก่งที่มีความสามารถนั่นเปรียบเสมือนทีมนั้นได้ผู้นำในหัวหลักที่ดี และเป็นที่พึ่งพาให้แก่ลูกน้องคนทำงานร่วมทีมได้ตลอดรอดฝั่งในทุกสถานการณ์

2. พรีเซนต์เป็น นำเสนอเก่ง ทำงานเก่งอย่างเดียวไม่รอดในยุคนี้ ต้องขายตัวเอง ขายทีม ขายโปรเจกต์เก่งด้วย จึงจะรอด เพราะการนำเสนอไอเดีย ความคิด โปรเจกต์ต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยทักษะของผู้นำด้วย ในการประชุมนำเสนอผลงานต่างๆ ล้วนถูกนำเสนอผ่านหัวหน้างานทั้งสิ้น ดังนั้นถ้านำเสนอดีโปรเจกต์ต้องได้ไปต่อ ผลงานของทีมย่อมเกิดขึ้นตามมา

3. ให้เครดิตทีม บ่อยครั้งที่หัวหน้างานหมอบหมายงานให้ลูกน้องในทีมไปช่วยคิด วางแผน ทำงานในส่วนนั้นๆ ออกมา เพื่อนำไปเสนอต่อเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชาที่อยู่สูงขึ้นไปอีกทีหนึ่ง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าการนำเสนองานต่างๆ ต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุด ต้องกระทำผ่านหัวหน้างาน ซึ่งไม่ได้ทำงานด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ดังนั้น หากเนื้องานดีได้รับความเห็นชอบชื่นชมก็อย่าลืมใส่เครดิตให้ชื่อแก่ทีมงานที่ช่วยระดมกำลังกายและสมองมาช่วยคิดงานคุณด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้องคนต้นคิดมาทราบทีหลังว่าไอเดียตัวเองถูกนำไปขายต่อ โดยไม่ให้เครดิต (หัวหน้างานส่วนใหญ่เผลอทำผิดพลาดในข้อนี้กันมาก) นั่นเท่ากับคุณอาจไม่ได้รับข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นดีๆ หรือ ความเต็มที่ในการทำงานจากลูกน้องคนเก่งคนนั้นอีกเลย

4. มีเมตตาธรรมและศิลปะในการครองคน พระเดชหรือความเก่งกาจทางบทบาทหน้าที่ การทำงานอย่างเดียว เหนี่ยวรั้งใจลูกน้องให้ภักดีแบบพร้อมจะร่วมหัวจมท้ายได้ยาก จำเป็นต้องใช้พระคุณหรือเมตตาธรรมมาค้ำจุนการทำงานของคนทำงานในทีม เพื่อให้เกิดความราบรื่น ลื่นไหล ด้วยอย่างไรเสียคุณก็ยังต้องทำงานร่วมกันกับมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ การมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวก รับรู้ปัญหา จุดอ่อน จุดแข็งของลูกน้องในทีม มอบหมายงานได้ถูกต้องตรงความสามารถของคนทำงานแบบสมดุล มีความยืดหยุ่นอยู่บนกรอบกำหนดและกฎเกณฑ์บ้าง เห็นอกเห็นใจ ใส่ใจในเรื่องส่วนตัวบ้าง ย่อมทำให้ลูกน้องรู้สึกสนิทสนมและอยากทำงานร่วมด้วยไปนานๆ

5. วางตัวเป็น การวางตัวเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการครองคนหมู่มาก ด้วยความเป็นหัวหน้างานที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาในทีมอยู่หลายคน การจะไปสนิทสนมกับลูกน้องคนใดมากเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าคนๆ นี้ทำงานเก่ง หรือด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม มีแต่จะทำให้หลายสิ่งในทีมแย่ลง ด้วยทุกคนมีสิทธิ์จะคิดได้ว่า หัวหน้างานโปรดปรานลูกน้องคนใดมากกว่ากัน หรือหัวหน้าโอนเอียงเข้าข้างใคร อันเป็นชนวนเหตุที่จะทำให้เกิดรอยร้าว แตกแยกในทีมได้อย่างรุนแรง 

6. สร้างแรงจูงใจในการทำงานให้แก่ผู้อื่นได้ อาการหมดไฟไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน เกิดขึ้นกับคนทำงานในทุกระบบงาน ทั้งราชการเอกชน เมื่อต้องทำงานในแบบเดิมซ้ำๆ ท่ามกลางการต้องตื่นเช้า ฝ่าปัญหาจราจรและปัญหาชีวิตต่างๆ มาทำงานอาการหมดไฟและหมดใจย่อมเกิดขึ้นได้ทุกวันเวลา ดังนั้นหน้าที่ที่หัวหน้างานยุคใหม่ควรมี คือการสื่อสาร สร้างสรรค์ และช่วยสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับคนร่วมทีมได้ตลอดเวลาด้วย

7. Entertain ลูกน้องบ้าง ตามวาระโอกาสอันสมควรเหมาะสม เช่น พาไปเลี้ยงข้าววันเกิด จัดปาร์ตี้แลกของขวัญเล็กๆ ของคนในทีม จะทำให้เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยของคนในทีม และช่วยลดช่องว่างระหว่างเจ้านายลูกน้องลงไปได้มาก และทั้งยังได้ใจกลับคืนมา จากการใส่ใจวันสำคัญของคนลูกน้องหรือการปาร์ตี้สังสรรค์เล็กๆ อีกด้วย

8. ประเมินผลและติดตามงานแบบเป็นกลาง การมอบหมายให้ลูกน้องทำ ย่อมต้องมีการคาดการณ์ถึงวันที่แล้วเสร็จ ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างนั้นจะต้องมีการติดตามทวงถามงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูความคืบหน้า หากแต่ถ้าตามจิก ตามทึ้งเรื่องความก้าวหน้าของงานมากเกินไป มีแต่จะทำให้งานติดขัดล่าช้า จากความอึดอัดใจที่มีเจ้านายคอยยืนดู กำกับสิ่งที่ทำหรือทวงจิกทุกวันให้เกิดความกดดัน เคร่งเครียด จนไม่เป็นอันทำอะไร เพราะในงานบางอย่างการให้พื้นที่ว่างและเป็นอิสระในการคิด จะทำให้เกิดความสร้างสรรค์ในด้านที่ดีมากกว่าการตามประกบอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ในการประเมินผลการทำงานเพื่อวัดค่า KPI ใดๆ ก็ตาม ควรตั้งอยู่บนความเป็นกลางของเหตุและผล ที่จับต้องได้ เช่น ตัวเลข สถิติ ความก้าวหน้าของโครงกาต่างๆ โดยไม่เอาอารมณ์ความชอบพอใจส่วนตัวมาประเมินวัดผลการทำงานของลูกน้องแต่ละคนในทีม เพียงเท่านี้ก็ได้ใจลูกน้องไปเต็มๆ แล้ว 


‘ชุดความคิด’ คนรุ่นเก่า–รุ่นใหม่ ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจกัน

5 วิธีปรับสมดุลชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีของวัยทำงาน


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

6 สิ่งที่ต้องทำเมื่อริจะเป็นฟรีแลนซ์ Edutainment

6 สิ่งที่ต้องทำเมื่อริจะเป็นฟรีแลนซ์

เทรนด์การทำงานในยุคนี้ คือสวรรค์ของฟรีแลนซ์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมทำงานออฟฟิศ มีไลฟ์สไตล์ทำงานอยู่บ้าน หรือร้านกาแฟ ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องเผช...
330433 | 02/07/2019
ตด 6 ประเภทที่ส่งสัญญาณเตือนภัยต่อร่างกาย Edutainment

ตด 6 ประเภทที่ส่งสัญญาณเตือนภัยต่อร่างกาย

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบเรื่อง ‘ตด’ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ แต่มนุษย์ก็หลีกเลี่ยงเรื่องตดไม่ได้ ทั้งนี้ทางการแพทย์ระบุว่ามนุษย์ต้องตดเ...
320862 | 11/09/2020
10 สถานปฏิบัติธรรมในกรุงเทพฯ จิตสงบจบทุกเรื่อง Edutainment

10 สถานปฏิบัติธรรมในกรุงเทพฯ จิตสงบจบทุกเรื่อง

หลีกหนีความวุ่นวายทั้งไปในชีวิตประจำวันและความเครียดสะสมในการทำงาน  เพื่อไปปฏิบัติธรรมหาความสงบให้จิตใจ การได้ฝึกปฏิบัติ ฝึกจิตและสมาธิ ใช้ชีวิตแบบ...
303854 | 29/01/2020
banner