ชีพจรการค้า-การลงทุนไทยภายใต้ปัจจัยโควิด 19

SME Update
20/02/2021
รับชมแล้วทั้งหมด 1360 คน
ชีพจรการค้า-การลงทุนไทยภายใต้ปัจจัยโควิด 19
banner

ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด 19 ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ต่างประสบปัญหาด้านสาธารณะสุขซึ่งลุกลามไปสู่วิกฤตด้านเศรษฐกิจ ทำให้มีการประเมินว่าปี 2563 ที่ผ่านมา หลายธุรกิจต้องมีการปิดกิจการหรือได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง เทียบเท่ากับวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ทว่าจบจนถึงขณะนี้ เศรษฐกิจไทยที่แม้จะเริ่มส่อเค้าขาลงมาตั้งแต่ปี 2561 จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงมีการเติบโตในรูปตัว K หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจรูปแบบ K-Shapedคือมีบางกลุ่มธุรกิจที่ตกต่ำลง ขณะเดียวกันก็มีบางธุรกิจที่เติบโตขึ้นจากการระบาดของโควิด 19

การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วนยุติลงชั่วคราว รวมทั้งการลงทุนในธุรกิจต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยหันมาลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและสอดรับกับการใช้ชีวิตยุค New Normal มากขึ้น ทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ตัดสินใจลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากการลงทุนของทุกประเทศทั่วโลกเกิดการชะลอตัว เพื่อรอดูสถานการณ์การแพร่ระบาด การยับยั้ง และความสำเร็จจากการฉีดวัคซีนโรคโควิด 19 ทำให้ทุกประเทศกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ได้มากที่สุด

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ระบุว่า ปี 2563 ประเภทธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุด คือธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม เช่น บริการทางบัญชี บริการให้เช่าพื้นที่และสาธารณูปโภค รับจ้างผลิตสินค้า ฯลฯ โดยมีจำนวนเงินลงทุนทั้งสิ้น 4,279 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 40)

รองลงมาคือ ธุรกิจนายหน้า/ค้าปลีก/ค้าส่ง เช่น นายหน้าประกันชีวิตประกันวินาศภัย ค้าปลีกเครื่องจักร เครื่องกล อะไหล่ และอุปกรณ์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม ค้าส่งเคมีภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ จำนวนเงินลงทุนทั้งสิ้น 994 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19)

และอันดับ 3 ธุรกิจบริการอื่น เช่น บริการด้านคอมพิวเตอร์ บริการขุดเจาะปิโตรเลียม บริการให้คำปรึกษาแนะนำ บริการทางการเงิน ฯลฯ มีจำนวนเงินลงทุนทั้งสิ้น 456 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 14)

ทว่าหากดูจากมูลค่าจะเห็นว่า ธุรกิจบริการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนและมีมูลค่าการลงทุนสูง จะเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ เช่น บริการทางวิศวกรรมที่เกี่ยวกับระบบควบคุมอัตโนมัติของโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ, บริการเป็นที่ปรึกษาเพื่อควบคุมการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา (EEC), บริการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารเทียบเครื่องบิน, บริการออกแบบ จัดหา ก่อสร้าง ติดตั้ง เครื่องมืออุปกรณ์สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน เป็นต้น

รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) อย่างอุตสาหกรรมดิจิทัลที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต เช่น บริการออกแบบ ติดตั้ง วางระบบแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อสินค้าและบริการของผู้ประกอบการกับผู้บริโภค บริการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์

อย่างไรก็ตามในยุค New Normal ที่ทำให้ธุรกิจด้านดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในระบบ supply chain ขยายตัวตามไปด้วย อาทิ ธุรกิจบริหารจัดการคลังสินค้า ธุรกิจพัฒนาเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น ธุรกิจบริการสั่งสินค้าออนไลน์ ธุรกิจบริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) เป็นต้น จะเห็นได้ว่ารูปแบบของธุรกิจที่ลงทุนจะมีการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคมากขึ้น

 

สรุปขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2563

ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ได้มีการสรุปสถานการณ์การลงทุนปี 2563 ตัวเลขขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,717 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 481,150 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์น่าจับตา มีมูลค่าลงทุนสูงกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท โตขึ้นร้อยละ 165 เมื่อเทียบกับ ปี 2562

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีมูลค่าลงทุนทั้งสิ้น 230,740 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48 ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น โดย 5 อันดับแรก ได้แก่

1) เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าลงทุน 50,300 ล้านบาท

2) การเกษตรและแปรรูปอาหาร 41,140 ล้านบาท

3) ยานยนต์และชิ้นส่วน 37,780 ล้านบาท

4) ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ 36,020 ล้านบาท

5) เทคโนโลยีชีวภาพ 30,060 ล้านบาท

 

ญี่ปุ่น–จีน ยื่นส่งเสริมลงทุนมากสุด

ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 907 โครงการ มูลค่าลงทุน 213,162 ล้านบาท โดยประเทศญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าลงทุน จำนวน 211 โครงการ มูลค่าลงทุน 75,946 ล้านบาท

ตามด้วยประเทศจีน มูลค่าลงทุน 31,465 ล้านบาท และสหรัฐฯ มูลค่าลงทุน 24,555 ล้านบาท โดยจุดแข็งของไทยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชียคือ การมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมสนับสนุน วัตถุดิบ และชิ้นส่วน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจ Business Conditions of Japanese Companies in Asia and Oceania ของ JETRO ปี 2562 ที่พบว่า บริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทย ในระดับสูงกว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม

 

ลงทุน EEC-SEZ ยังคงขยายตัว

สำหรับคำขอรับการส่งเสริมในพื้นที่ EEC มีจำนวน 453 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 208,720 ล้านบาท แบ่งเป็น จังหวัดชลบุรี 226 โครงการ มูลค่าลงทุน 67,190 ล้านบาท จังหวัดระยอง 175 โครงการ มูลค่าลงทุน 115,870 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา 52 โครงการ มูลค่าลงทุน 25,660 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในกลุ่มสาธารณูปโภค บริการพื้นฐาน และการขนส่ง เป็นต้น

ส่วนคำขอรับการส่งเสริมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) มีจำนวน 17 โครงการ มูลค่าลงทุน 12,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 423 ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพ เช่น การผลิตถุงมือทางการแพทย์ และการผลิตอาหาร เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในปี 2563 มีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เป็นกิจการ SMEs โดยมีจำนวน 67 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 มูลค่าลงทุน 2,490 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์จากผ้า หรือเส้นใยชนิดต่างๆ เช่น หน้ากากอนามัย ซึ่งมีความต้องการสูงขึ้นมากในภาวะการณ์ระบาดของไวรัสโควิด 19

ทั้งนี้ ทิศทางการส่งเสริมการลงทุนในปี 2564 บีโอไอมีแนวทางส่งเสริมในกิจการที่ไทยมีศักยภาพ มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต พร้อมกับยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างของภาคการผลิตและบริการ เช่น อุตสาหกรรมในกลุ่ม BCG การแพทย์ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ได้กล่าวไว้บนเวที Creative Talk Conference CTC 2021 ว่า ปี 2564 เป็นปีที่เราต้องใช้ในการประคองตัว แม้ว่าทั่วโลกจะมีวัคซีนแล้ว แต่ยังจำกัดเฉพาะประเทศเจ้าของเทคโนโลยีและประเทศที่ร่ำรวย จนไปถึงประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งหมายถึงประเทศไทยด้วย และช้าที่สุดคือประเทศยากจนในแอฟริกา นั่นหมายความว่า ถ้าวัคซีนยังไม่ได้รับการฉีดครบทั่วโลก โควิดก็ยังไม่จบได้

ด้วยเหตุนี้มีความเป็นไปได้ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงมีโควิดเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจไปจนถึงปี 2565 เนื่องจากวัคซีนล็อตแรกของไทยได้ประมาณ 30 ล้านโดส สามารถฉีดให้ประชาชนได้ประมาณ 15 ล้านคนเท่านั้น ดังนั้นเศรษฐกิจไทยปี 2564 ยังคล้ายกับปี 2563 คือมีบางธุรกิจไปต่อได้ แต่บางธุรกิจยังไม่สามารถ และที่สำคัญมีความเสี่ยงที่หลายคนพูดถึงอยู่คือ ‘การกลายพันธ์โควิด’ ทำให้เราต้องมาติดตามดูว่าระหว่างตัวของโควิดที่กลายพันธุ์กับวัคซีนที่มันระบาดอยู่ในขณะนี้ จะคลี่คลายปัญหาได้หรือไม่

สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังเป็นภาพที่ไม่ชัดเจนนักว่า บทสรุปของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเป็นอย่างไร จะสามารถเติบโตได้ร้อยละ 3 ตามที่สำนักเศรษฐกิจต่างประเมินไว้หรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่นใดที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการในช่วงนี้ยังคงต้องมีการวางแผนที่รัดกุม และเตรียมการรอจนถึงวันที่เศรษฐกิจสามารถเดินไปได้อีกครั้ง และยังคงเน้นย้ำว่า ‘Cash is King’ สำคัญมาก 



สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<<


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

เศรษฐกิจหมุนเวียน เมกะเทรนด์ของโลก SME Update

เศรษฐกิจหมุนเวียน เมกะเทรนด์ของโลก

ปัญหาขยะพลาสติกที่ทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความตื่นตัวให้สังคมทั่วโลก องค์กรต่างๆ ร่วมจัดการปัญหาขยะพลาสติกด้วยการลดใช้ ไม่เพิ่มปริมาณขยะพลาสติกใหม่เข...
3503074 | 19/07/2019
ส่องเทรนด์เทคโนโลยีในองค์กรประจำปี 2019 SME Update

ส่องเทรนด์เทคโนโลยีในองค์กรประจำปี 2019

Salesforce แพลตฟอร์มการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) อันดับ 1 ของโลก ได้ออกรายงานฉบับใหม่ “Enterprise Technology Trends” ซึ่งเป็นผลงานจากการสำรวจผู้นำด้า...
130231 | 11/06/2019
5 พิกัดเด็ดตลาดค้าส่งเสื้อผ้ามือสอง SME Update

5 พิกัดเด็ดตลาดค้าส่งเสื้อผ้ามือสอง

เสื้อผ้ามือสองได้รับความนิยมมากมาตั้งแต่ช่วงปี 2018 จากเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แนวโน้มการเติบโตของตลาดเสื้อผ้ามือสองจึงมีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อ...
124864 | 28/10/2020
banner