แบรนด์ไทยเจาะตลาดจีน…อยากเกิดต้องตีโจทย์ให้ตรงจุด

SME Go Inter
08/12/2020
รับชมแล้วทั้งหมด 4728 คน
แบรนด์ไทยเจาะตลาดจีน…อยากเกิดต้องตีโจทย์ให้ตรงจุด
banner

ปี 2020 ยังเป็นยุคทองของแบรนด์ไทยขายดีในตลาดจีนท่ามกลางโรคโควิด 19 ที่ไม่สามารถหยุดยั้งพลังช้อปปิ้งของลูกค้าที่คลั่งไคล้แบรนด์ไทยหนักมาก คิดเป็นมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาสินค้าไทยขายผ่านช่องทางออนไลน์ 50% และหิ้วเข้าไปจำหน่ายอีก 50% โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สกินแคร์ หมวดสินค้าในกลุ่ม health และ wellness ถึงเวลาแล้วแบรนด์ไทยต้องทำตลาดจีนอย่างจริงจังเพราะตลาดจีน คือ โอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน

แต่ผู้ประกอบการไทยต้องการเข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดจีน ต้องยึดโซเชียลตอบโจทย์ให้ตรงจุดเป้าหมาย เนื่องจากปัจจุบันตลาดจีนกำลังเปิดกว้างแบรนด์ดังทั่วโลกให้ขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ชั้นนำของจีน

จากก่อนหน้านี้สินค้าแบรนด์ดังและแบรนด์ไทย มักถูกนำไปขายในตลาดจีนในรูปแบบการหิ้วสินค้าเข้าไปขาย ทำให้มีมูลค่าสูงกว่าช่องทางออนไลน์ถึง 3 เท่าตัว ซึ่งสาเหตุที่นิยมซื้อสินค้าในรูปแบบหิ้วเข้าไปขายในจีนนั้น เกิดจาก

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

1. ราคาถูกกว่าการซื้อผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ หรือออนไลน์

2. ระยะเวลาในการได้รับสินค้าเร็วกว่าช่องทางออนไลน์

3. ความหลากหลายของสินค้าที่มีมากกว่าช่องทางออนไลน์ 

แต่หลังจากผลกระทบโรคโควิด นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว ยังไม่เดินทางเข้ามาไทยไม่ได้ ประกอบกับทางการจีนได้ออก 2 มาตรการตรวจเข้มในกลุ่มคนจีนที่เดินทางมาไทยบ่อยผิดปกติ หรือเกิน 3 ครั้งต่อปี ต้องสำแดงสัมภาระ เพื่อป้องกันการหิ้วสินค้าแบรนด์ไทยเข้ามาจำหน่ายแบบเลี่ยงภาษี ทำให้รูปแบบการหิ้วสินค้าแบรนด์ไทยเข้าไปขายตลาดจีนตกต่ำสุดขีด ตรงข้ามการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตแบบ 100 %

 

ผู้ประกอบการไทยอยากแจ้งเกิดในจีนต้องยึดโชเซียล

จากการเก็บข้องมูลของ FIS Retail Global Payments ประเทศชั้นนำ 16 แห่ง เช่น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ครอบคลุมการซื้อของออนไลน์ร้อยละ 80 โดยอัตราเฉลี่ยของโลกมีอัตราการซื้อของออนไลน์ร้อยละ 9.7 ขณะที่จีนมีอัตราสูงถึงร้อยละ 24 ในปี 2019

โดยลูกค้าส่วนใหญ่ชำระเงินออนไลน์สูงถึงร้อยละ 64 เช่น  Alipay, WeChat Pay และ Pay Pal ผลักดันให้การทำธุรกรรมทางการเงินมีอัตราการเติบโตของการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Alipay และ WeChat Pay เป็นแพลตฟอร์มที่ครองตลาดในจีน ด้วยสัดส่วนการตลาดรวมกันมากถึงร้อยละ 90 ทำให้โอกาสสินค้าแบรนด์จากไทย สามารถเข้าไปสร้างความนิยมและตีตลาดจีนได้ไม่ยาก ด้วยการใช้โซเซียลเป็นหัวหอกในการทำตลาด แต่การทำตลาดช่องทางออนไลน์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนนั้น ต้องพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 

1. ต้องดูตัวเราเองว่าเราอยู่ระดับไหน เช่น เป็นแบรนด์ที่มีวางจำหน่ายทั่วเมืองไทย หรือมีเปิดแค่ 1-2 สาขาเท่านั้น เพราะจะได้วางงบการทำแบรนด์ที่เหมาะสมต่อไป

2. ดูวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น ต้องการหาดิสทริบิวเตอร์ หรือหาลูกค้าที่ซื้อ และควรดูคู่แข่ง ดูมาร์เกตลีดเดอร์ ว่าเขาทำอะไรไปบ้าง ทำการตลาดไปถึงไหนแล้ว

3. ต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากในประเทศจีนมีจำนวนประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน ถ้าเราเลือกกลุ่มนิชเกินไป ค่าใช้จ่ายต่อหัวอาจจะสูง เพราะต้องทำมาร์เกตติ้งเจาะไปที่กลุ่มนั้นๆ แต่ถ้าแมสไปอาจจะไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะเจาะตลาดในกลุ่มที่ต้องการได้ 

ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาให้ดีเพราะส่งผลต่องบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งการทำตลาดสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จักในจีนนั้น ควรเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารสร้างการรับรู้และการทำตลาด เพราะปัจจุบันตลาดดิจิทัลในจีนมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก หรือกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 25% ของค้าปลีกทั้งหมด อันดับสอง คือ สหรัฐอเมริกา มีมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอันดับสาม คือ ยุโรป มีมูลค่าประมาณ 400,000-500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าไทยจึงมีโอกาสอีกมากมายที่จะเข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดในจีน

10 อันดับแบรนด์สินค้าไทนขายดีบน ทีมอลล์ โกลบอล

ในการจัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 เมื่อวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2020 ของอาลีบาบา ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ สินค้าในกลุ่ม health และ wellness ซึ่งเป็นสินค้าประเภทอาหารเสริม สินค้าเครื่องนอนที่ทำมาจากยางพารา ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามอยู่ใน 10 อันดับสินค้าขายดีที่นักช้อปชาวจีนซื้อผ่านทีมอลล์ โกลบอล แพลตฟอร์มที่รวบรวมเอาหลากหลายสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ไทยให้ผู้บริโภคจีนได้เข้าถึง 

โดยกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนยังคงนิยมของสินค้าเครื่องนอนยางพารา อาทิ หมอนและฟูกนอนยางพาราจากประเทศไทย สะท้อนให้เห็นจากยอดขายจากแบรนด์ JACE ซึ่งร่วมขายสินค้าในมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 เป็นครั้งแรก จุดเด่นของแบรนด์ คือการผลิตสินค้าตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม ด้วยการใช้ยางพาราธรรมชาติถึง 95% และการใช้แพลตฟอร์มเถาเป่า ไลฟ์ ช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในงาน 11.11  

ปี 2020 อาลีบาบา เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคจีนเข้าถึงสินค้าแบรนด์ต่างประเทศมากขึ้น โดยมีแบรนด์ต่างประเทศหลายแบรนด์เปิดตัวสินค้ามากที่สุดในงานของอาลีบาบาในครั้งนี้เป็นประวัติการณ์ โดยมีแบรนด์ต่างประเทศถึง 2,600 แบรนด์ร่วมเปิดร้านค้าบนทีมอลล์ โกลบอลเป็นครั้งแรก และมีร้านค้า 31,766 ร้านค้าร่วมงาน เพิ่มขึ้นจาก 22,000  ร้านค้า เมื่อเทียบกับปี 2019 ทำลายสถิติยอดขายออนไลน์ด้วยตัวเลข 498,200 แสนล้านหยวน (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2019 หรือเพิ่มขึ้น  26 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 


สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<<


15 Digital Marketing Tools บน Google เครื่องมือฟรีที่น่าใช้

5 วิธี ‘สร้างสรรค์’ คอนเทนต์ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
234492 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
90314 | 12/06/2019
มองใหม่! ตลาดบริโภคกัมพูชากำลังเปลี่ยนไป SME Go Inter

มองใหม่! ตลาดบริโภคกัมพูชากำลังเปลี่ยนไป

กัมพูชา ก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 แม้ปัจจุบันจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อไม่มากนักและส่วนใหญ่ก็รักษาหายแล้ว แต่จากมาตรการป้...
44525 | 10/10/2020
banner