มองเศรษฐกิจสหรัฐฯ–มองไทยผ่านนโยบายของ โจ ไบเดน

SME Update
30/01/2021
รับชมแล้วทั้งหมด 1223 คน
มองเศรษฐกิจสหรัฐฯ–มองไทยผ่านนโยบายของ โจ ไบเดน
banner

ในช่วงต้นปีมานี้ หอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce – USCC) ได้แถลงสภาวะธุรกิจสหรัฐฯ และนโยบายหอการค้าประจําปี 2564 ซึ่งมีข้อมูลที่ธุรกิจน่าจะสนใจ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 หดตัวร้อยละ 31 ซึ่งเป็นอัตราหดตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับปี 2501 ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวร้อยละ 10 อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ (flu) โดยในไตรมาสต่อมา (3/2563) เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ฟื้นกลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็วในอัตราร้อยละ 33

อย่างไรก็ตาม หอการค้าสหรัฐฯ มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดสภาวะการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือการฟื้นตัวแบบไม่สมดุล ซึ่งเห็นได้จากธุรกิจบางภาคส่วนที่กลับมาฟื้นตัวและมีผลการดําเนินการดีกว่าช่วงก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในขณะที่ธุรกิจอีกกลุ่มกลับได้รับผลกระทบอย่างหนักจนต้องปิดกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม แบบธุรกิจครอบครัว ธุรกิจที่เจ้าของกิจการเป็นสตรีและชนกลุ่มน้อย (minority-owned)

และนับจากการเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในสหรัฐฯ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 63 - มกราคม 64 สหรัฐฯ มีผู้ถูกเลิกจ้างงานประมาณ 10 ล้านคน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คืองานบริการซึ่งถูกเลิกการจ้างร้อยละ 84 งานด้านการผลิตร้อยละ 10.8 และงานราชการร้อยละ 7.2 เหตุการณ์นี้นับเป็นพิษร้ายที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

นโยบายสหรัฐฯฉบับเร่งด่วนยุคโจ ไบเดน

ด้านนาย โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชื่อ “American Rescue Planวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

1. การแก้ปัญหาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จํานวน 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ โครงการวัคซีนแห่งชาติภายใต้ความร่วมมือกับรัฐ, การให้เงินสนับสนุนการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด 19, การสนับสนุนงบประมาณฉุกเฉินสําหรับผู้ที่พักจากการทํางาน, การช่วยเหลือโรงเรียนและสถานศึกษา และการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์

2. การสนับสนุนโดยตรงไปยังครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ จํานวน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอื่นๆ ได้แก่ การขยายวงเงินการส่งเช็คเงินสดเพื่อช่วยเหลือประชาชน, การเพิ่มวงเงินช่วยเหลือคนตกงาน, ขยายการคุ้มครองผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัย และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

3. การสนับสนุนชุมชนและธุรกิจขนาดเล็ก จํานวน 440,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่การให้เงินช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก รัฐบาลท้องถิ่น หน่วยงานด้านการขนส่ง และรัฐบาลชนเผ่าต่าง ๆ (tribal governments)

มาตรการดังกล่าว หากได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบจากโรคโควิด 19 จะถือเป็นมาตรการระยะที่ 3 ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยก่อนนี้สภาคองเกรสได้เห็นชอบมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจจํานวน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนมีนาคม 2563 และจํานวน 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนธันวาคม 2563

ทั้งนี้ รัฐบาลนายโจ ไบเดน มีการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการค้าที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเน้นย้ำการขยายตัวและการส่งเสริมเทคโนโลยีรูปแบบใหม่สำหรับอนาคตมากขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจมีมาตรการด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาพัฒนาการนโยบายการค้าของสหรัฐ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การค้าโลก เพื่อปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง

แนะแนวทางธุรกิจไทยปรับตัวยุคโจ ไบเดน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภายหลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิปดีสหรัฐของนายโจ ไบเดน ก็ได้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ อาทิ การหยุดแผนการถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มไว้ รวมทั้งการกลับเข้าร่วมสนธิสัญญาด้านสภาพอากาศ Paris Climate Accord และอีกหลายมาตรการที่เป็นการยกเลิกเพื่อก้าวสู่นโยบายใหม่

ด้วยเหตุนี้ การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยที่มีตลาดในสหรัฐอเมริกาในยุคโจ ไบเดน ธุรกิจไทยอาจต้องมีการปรับมาตรฐานสินค้า รวมทั้งมาตรฐานแรงงาน และสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่เฉพาะตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงตลาดประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ ในอียูและยูเค ต่างให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงาน ซึ่งประเทศคู่ค้าต่างมีมาตรการที่ชัดเจนมากขึ้น ในการที่จะใช้กลไกต่างๆ เพื่อให้คู่ค้ามีการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกันผู้บริโภคยุคใหม่ในปัจจุบันก็ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

อธิบดีกรมเจรจาการค้า มองว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานแรงงาน หรือการดูแลกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นการสร้างต้นทุนทางการค้าของผู้ประกอบการให้สูงขึ้น แต่อาจต้องประเมินในระยะยาวว่าทิศทางการค้าและพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้  ซึ่งบางครั้งไม่ใช่เฉพาะกฎระเบียบของรัฐในประเทศผู้นำเข้า แต่ผู้บริโภคในพื้นที่ให้ความสำคัญ ทั้งอาจจะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการสร้างแต้มต่อในการแข่งขันและเป็นตัวเลือกในตลาดของผู้บริโภค เมื่อเทียบกับสินค้าคู่แข่ง อาทิในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งไทยก็เจอคู่แข่งในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจาก จีนและเวียดนาม

ที่สำคัญการค้ายุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันที่สินค้าต้นทุนต่ำ แต่เป็นยุคที่การแข่งขันกันที่การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า และถ้าเราสามารถสร้างจุดแข็งในเรื่องนี้ ขณะที่ช่วงที่ผ่านมาอาจมีสินค้าไทยในบางรายการถูกสหรัฐฯ ตัด GSP ไป ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าเป็นเพราะเรื่องแรงงาน อย่างไรก็ตามปัจจุบันสินค้าที่ไทยเคยได้ GSP สหรัฐฯ ก็ยังคงได้อยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของสินค้า

 

ผลักดันบทบาทในเวที WTO ของสหรัฐ

ขณะที่เรื่องเวทีองค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยดูและกำกับกฎระเบียบการค้าโลก และเป็นองค์กรที่มีเขี้ยวเล็บอย่างหนึ่งคือการระงับข้อพิพาท ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เข้ามาดูแลตัดสิน ประเทศที่เล็กก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ ทั้งเข้ามาดูแลและตัดสินประเทศที่ไม่ทำตามกฎระเบียบการค้าโลก

ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยชนะคดีที่ต้องต่อสู้เรื่องข้อพิพาททางการค้ากับประเทศใหญ่ๆ โดยใช้เวที WTO มาโดยตลอด แต่ในช่วงที่ผ่านมาติดขัดเพราะว่าสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ (Appellate Body) ของ WTO ซึ่งเปรียบเสมือนศาลสูงสุดด้านการค้าของโลก ซึ่งโดยปกติจะมีอยู่ 7 คน และภายใน 5 ปีต้องมีการพ้นวาระและต้องมีการเลือกใหม่จากสมาชิก WTO และที่ผ่านไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เนื่องจากสหรัฐฯ คัดค้านการแต่งตั้งบุคคลใหม่ ที่จะเป็นสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ทดแทนบุคคลเดิมที่ครบวาระ ส่งผลให้คดีที่ได้อุทธรณ์ไว้หรือจะอุทธรณ์ในอนาคตจะคงค้างไว้จนกว่าจะมีผู้พิจาณาคดีใหม่ ในขณะที่บางส่วนของสมาชิก WTO กำลังเร่งหาแนวทางชั่วคราวในการแก้ไขปัญหานี้

ประเด็นนี้อธิบดีกรมเจรจาการค้า มองว่าการเข้ามารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ของ โจ ไบเดน จะเห็นความสำคัญเวที WTO เป็นกลไกการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมองว่าสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ที่ติดขัดมานาน จะได้รับการคลี่คลายอันเนื่องจากนโยบายพรรคที่มุ่งทางด้านนี้มาโดยตลอด แต่เรื่องนี้อาจต้องรอไปอีกระยะ เพราะว่าการเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ย่อมมีปัญหาใหญ่ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนให้ โจ ไบเดน แก้ไขอย่างเร่งด่วน อาทิเรื่องเศรษฐกิจในประเทศ การรับมือโควิด 19 และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ย่ำแย่อย่างหนักในรอบ 50 ปี แต่ก็เชื่อว่าบรรยากาศการค้าโลกนับจากนี้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น

ส่วนประเด็นความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership) ที่สหรัฐฯ ถอนตัวไปก่อนหน้านี้ มองว่าสหรัฐฯ อาจไม่ต้องการกลับมาเจรจาในเวทีนี้อีก หรืออาจสร้างเวทีการค้าใหม่ขึ้นมาเพื่อเจรจาการค้าใหม่ ดังนั้นหากมองในมุมของประเทศไทย ประเด็นการเข้าร่วม CPTPP ซึ่งไทยยังไม่มี FTA กับเม็กซิโกและแคนาดา อาจจะยังไม่น่าสนใจมากพอสำหรับเวทีนี้เช่นกัน แต่ในอนาคตอาจต้องรอดูไปก่อนว่าจีน และอังกฤษ จะมีท่าทีต่อเวทีนี้อย่างไรด้วย 



สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<<

 


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

เศรษฐกิจหมุนเวียน เมกะเทรนด์ของโลก SME Update

เศรษฐกิจหมุนเวียน เมกะเทรนด์ของโลก

ปัญหาขยะพลาสติกที่ทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความตื่นตัวให้สังคมทั่วโลก องค์กรต่างๆ ร่วมจัดการปัญหาขยะพลาสติกด้วยการลดใช้ ไม่เพิ่มปริมาณขยะพลาสติกใหม่เข...
3503054 | 19/07/2019
ส่องเทรนด์เทคโนโลยีในองค์กรประจำปี 2019 SME Update

ส่องเทรนด์เทคโนโลยีในองค์กรประจำปี 2019

Salesforce แพลตฟอร์มการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) อันดับ 1 ของโลก ได้ออกรายงานฉบับใหม่ “Enterprise Technology Trends” ซึ่งเป็นผลงานจากการสำรวจผู้นำด้า...
130222 | 11/06/2019
5 พิกัดเด็ดตลาดค้าส่งเสื้อผ้ามือสอง SME Update

5 พิกัดเด็ดตลาดค้าส่งเสื้อผ้ามือสอง

เสื้อผ้ามือสองได้รับความนิยมมากมาตั้งแต่ช่วงปี 2018 จากเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แนวโน้มการเติบโตของตลาดเสื้อผ้ามือสองจึงมีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อ...
124796 | 28/10/2020
banner