แนะ 8 กลุ่มเสี่ยงปฏิบัติตัวรับมือโควิดจู่โจม

Edutainment
26/04/2021
รับชมแล้วทั้งหมด 2205 คน
แนะ 8 กลุ่มเสี่ยงปฏิบัติตัวรับมือโควิดจู่โจม
banner

โควิด 19 เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หลังติดเชื้ออาจไม่มีอาการ หรืออาจมีอาการตั้งแต่ไม่รุนแรงคือคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา หรืออาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงเป็นปอดอักเสบและเสียชีวิตได้ ซึ่งผู้ป่วยเรื้อรังด้วยโรคประจำตัวบางโรค หากติดโควิด 19 มักจะพบความเสี่ยงที่อาการจะเพิ่มความรุนแรงกว่าคนทั่วไป ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าวควรระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดโควิด 19

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

8 กลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงมีอาการรุนแรงหากติดโควิด 19

1. โรคเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ล้วนมีความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงหากติดโควิด 19 เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีและมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเป้าหมาย มักมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วย นอกจากนี้การติดเชื้อยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวนและควบคุมได้ยาก ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น รวมถึงเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ดังนั้นในช่วงระบาดของโควิด 19 ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัว ดังนี้

- ปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำ กินยาเบาหวาน ยาร่วมอื่นๆและฉีดอินซูลินตามปกติ

- สำรองยาและอินซูลินไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์

- วัดอุณหภูมิร่างกายทุกเช้าเย็น เพราะอาการไข้อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อ

- สำรองอาหารประเภทน้ำตาลเผื่อไว้สำหรับเมื่อมีภาวะน้ำตาลต่ำ

- ตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดบ่อยครั้งขึ้นและติดตามผลให้อยู่ในระดับ 80-180 มก./ดล.

- ชั่งน้ำหนักร่างกายทุกวัน หากน้ำหนักลดลงขณะกินอาหารได้ตามปกติ เป็นสัญญาณว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง

- ดื่มน้ำให้เพียงพอเพราะการติดเชื้อทุกชนิด ทำให้ร่างกายขาดน้ำ

- หากมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ไอ หายใจลำบากให้รีบปรึกษาแพทย์

- หากอยู่เพียงลำพังให้หาคนที่มั่นใจว่าจะช่วยเหลือคุณได้เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

 

2. โรคไตเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคไตซึ่งอยู่ในขั้นที่ 3 ถึง 5 ผู้ป่วยที่รักษาด้วยการฟอกเลือดและผู้ป่วยที่เปลี่ยนถ่ายไต อยู่ในกลุ่มเสี่ยงในการมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่รักษาด้วยการฟอกเลือดอาจมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนปกติทั่วไป นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายไตต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามข้อแนะนำดังนี้

- สำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยการฟอกเลือดให้มารับบริการตามนัดหมาย หากคุณมีไข้ให้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลก่อนที่จะเข้ารับบริการ

- ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายไต ให้กินยาตามที่แพทย์สั่งและสำรองยาไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์

- ปฏิบัติตามข้อแนะนำด้านการรักษาสุขอนามัยในช่วงการระบาดของโควิด 19

 

3. โรคปอดและทางเดินทางหายใจ

ผู้ป่วยโรคปอดและทางเดินหายใจที่มีความเสี่ยงสูง คือผู้ป่วยโรคหืดหอบระดับปานกลางถึงรุนแรง และผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคปอดอักเสบเรื้อรัง และโรคซิสติก ไฟโบรซิส เนื่องจากโควิด 19 มีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นอาการหอบหืดและอาจทำให้เกิดโรคปอดบวมและโรคร้ายแรงอื่นๆ สำหรับผู้ป่วยโรคปอด โควิด 19 อาจทำให้โรคปอดกำเริบหนักขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ข้อควรปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคปอดและทางเดินหายใจคือ

- ใช้ยาอย่างต่อเนื่องรวมถึงยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ตามที่แพทย์แนะนำ

- สำรองยาไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ควรจำกัดการเดินทางไปยังร้านขายยา

- หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้อาการกำเริบหรือแย่ลง

- หากเป็นไปได้ให้ผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นโรคหอบหืด ช่วยทำความสะอาดบ้านและฆ่าเชื้อโรคภายในบ้านให้ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อที่อาจทำให้อาการหอบหืดกำเริบให้น้อยที่สุด ฉีดน้ำยาทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อลงบนผ้าแทนที่จะฉีดลงบนพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาดโดยตรง รวมถึงให้เปิดประตู หน้าต่าง และเปิดพัดลมเป่าอากาศภายในบ้านออกไป

- ทำตามข้อแนะนำด้านการรักษาสุขอนามัยในช่วงการระบาดของโควิด 19

 

4. โรคอ้วน

ผู้ที่เป็นโรคอ้วนชนิดรุนแรงคือผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 40 ขึ้นไป หรือตั้งแต่ 30 ขึ้นไปสำหรับชาวเอเชีย ผู้ที่เป็นโรคอ้วนชนิดรุนแรงมีความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคโควิด 19 นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคอ้วนชนิดรุนแรงยังมีโรคประจำตัวเรื้อรังอื่นๆ ที่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการมีอาการที่รุนแรง ดังนั้นควรปฏิบัติดังนี้

- ใช้ยาอย่างเนื่องตามที่แพทย์สั่ง

- สำรองยาไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์

- ตามข้อแนะนำด้านการรักษาสุขอนามัยในช่วงการระบาดของโควิด 19


5. โรคตับ

ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง เช่น โรคตับแข็ง ผู้ป่วยปลูกถ่ายตับที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยภาวะที่มีตับอักเสบจากภูมิไวเกิน (AIH) และผู้ป่วยมะเร็งตับที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยคีโม มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรกหากติดโควิด 19 เนื่องจากอาการป่วยจากโรคโควิด 19 รวมถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคอาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับอยู่เดิม ดังนั้นควรปฏิบัติดังนี้

- ใช้ยาอย่างเนื่องตามที่แพทย์สั่ง

- สำรองยาไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์

- ตามข้อแนะนำด้านการรักษาสุขอนามัยในช่วงการระบาดของโควิด 19

 

6. ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง กลุ่มผู้ป่วยโรคเอดส์ คนที่สูบบุหรี่ล้วนมีความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังอาจติดเชื้อนานกว่าผู้ป่วยโควิด 19 กลุ่มอื่นๆ ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวตามข้อแนะนำดังนี้

- ใช้ยาอย่างเนื่องตามที่แพทย์สั่ง

- สำรองยาไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์

- ระวังอย่าให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงกว่าเดิม ความเครียด การอดนอน ความเหนื่อยล้าทางร่างกาย ทำให้ภุมิคุ้มกันลดต่ำลงได้ ผู้ป่วยควรหาวิธีการจัดการกับความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

 

7. ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน

เช่น ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากยากดภูมิคุ้มกันทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านอวัยวะใหม่ แต่ขณะเดียวกันทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น และอาจมีความรุนแรงของการติดเชื้อสูงขึ้น

- ใช้ยาอย่างเนื่องตามที่แพทย์สั่ง

- สำรองยาไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์

- ตามข้อแนะนำด้านการรักษาสุขอนามัยในช่วงการระบาดของโควิด 19

 

8. ผู้ป่วยโรคหัวใจ

หากติดโควิด 19 อาจมีอาการหัวใจวายหรือภาวะหัวใจล้มเหลวได้ อาการโรคหัวใจที่รุนแรงยิ่งขึ้นนี้ เกิดจากอาการป่วยของการติดเชื้อไวรัสและการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้นจากภาวะไข้ ประกอบกับระดับออกซิเจนที่ต่ำลงจากปอดบวมและโอกาสในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (Myocarditis) ในกลุ่มผู้ป่วยโควิด 19 อีกด้วย ถึงแม้ไม่มีวิธีการป้องกันใดๆ เป็นพิเศษ แต่ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้

- ใช้ยาอย่างเนื่องตามที่แพทย์สั่ง

- สำรองยาไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์

- ตามข้อแนะนำด้านการรักษาสุขอนามัยในช่วงการระบาดของโควิด 19

- ออกกำลังกายอยู่ที่บ้านตามที่แพทย์แนะนำ จัดการกับความเครียด นอนหลับให้เพียงพอและกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ งดเค็ม การทำเช่นนี้นอกจากช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายแล้ว ยังช่วยชะลอการเสื่อมของกล้ามเนื้อหัวใจอีกด้วย

 

แหล่งอ้างอิง : โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

6 สิ่งที่ต้องทำเมื่อริจะเป็นฟรีแลนซ์ Edutainment

6 สิ่งที่ต้องทำเมื่อริจะเป็นฟรีแลนซ์

เทรนด์การทำงานในยุคนี้ คือสวรรค์ของฟรีแลนซ์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมทำงานออฟฟิศ มีไลฟ์สไตล์ทำงานอยู่บ้าน หรือร้านกาแฟ ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องเผช...
330433 | 02/07/2019
ตด 6 ประเภทที่ส่งสัญญาณเตือนภัยต่อร่างกาย Edutainment

ตด 6 ประเภทที่ส่งสัญญาณเตือนภัยต่อร่างกาย

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบเรื่อง ‘ตด’ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ แต่มนุษย์ก็หลีกเลี่ยงเรื่องตดไม่ได้ ทั้งนี้ทางการแพทย์ระบุว่ามนุษย์ต้องตดเ...
320831 | 11/09/2020
10 สถานปฏิบัติธรรมในกรุงเทพฯ จิตสงบจบทุกเรื่อง Edutainment

10 สถานปฏิบัติธรรมในกรุงเทพฯ จิตสงบจบทุกเรื่อง

หลีกหนีความวุ่นวายทั้งไปในชีวิตประจำวันและความเครียดสะสมในการทำงาน  เพื่อไปปฏิบัติธรรมหาความสงบให้จิตใจ การได้ฝึกปฏิบัติ ฝึกจิตและสมาธิ ใช้ชีวิตแบบ...
303768 | 29/01/2020
banner