สิ่งที่ผู้ส่งออกควรสนใจต่อกติกาการค้าของโลกยุคใหม่

SME Go Inter
18/02/2021
รับชมแล้วทั้งหมด 1294 คน
สิ่งที่ผู้ส่งออกควรสนใจต่อกติกาการค้าของโลกยุคใหม่
banner

แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเจรจาเรื่องโลกร้อนของคณะทํางานเป็นไปด้วยความยากลําบาก และส่งผลให้การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26  ระหว่างผู้นําโลกที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ ต้องเลื่อนออกไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน  2564 แต่ก็มีการประเมินว่าหัวข้อสําคัญของการประชุมครั้งนี้ จะมีทั้งวาระการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดที่มีเรื่องโลกร้อนเป็นหัวใจสําคัญ และกรอบเวลาที่ประเทศต่างๆ ต้องเร่งดําเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะเป็นการสร้าง กติการการค้าใหม่ ซึ่งเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืนที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น

ในขณะเดียวกันนานาชาติต่างก็คาดหวังว่ารัฐบาลชุดถัดไปของสหรัฐฯ จะกลับเข้าร่วมความตกลงปารีสและลงมือแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังอีกครั้ง ภายหลังที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสไปเมื่อปี 2019 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการวิพากย์วิจารณ์ถึงการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง จากทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก

ซึ่งทรัมป์เห็นว่าข้อตกลงปารีสจะส่งผลเสียต่อผู้ผลิตชาวอเมริกัน เพราะถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบที่มากเกินไป แต่กลับผ่อนปรนให้ผู้ผลิตต่างชาติก่อมลพิษได้โดยไม่ต้องรับโทษใดๆ ทั้งยังบอกอีกว่า “เราจะไม่ลงโทษคนอเมริกัน ในขณะที่ส่งเสริมผู้ก่อมลพิษที่เป็นชาวต่างชาติ ผมภูมิใจที่จะพูดว่า ‘อเมริกาต้องมาก่อน’” และเขาเน้นย้ำกับทุกคนว่า โลกร้อนเป็นเรื่องแหกตาและเหลวไหล’ 

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme  

ไบเดน กับบทบาทนักอนุรักษ์ตัวพ่อ

และเป็นที่ทราบดีว่า ภายหลังการสาบานตเข้ารับตำแห่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ของนาย โจ ไบเดน ประชาคมโลกต่างจับตามองว่า ไบเดนจะมีท่าทีต่อเรื่องโลกร้อนและข้อตกลงปารีสอย่างไร โดยเขาเองก็ถูกมองว่าเป็นนักอนุรักษ์ ดังนั้นท่าทีของไบเดนจึงชัดเจน คือการกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน และแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจให้ธุรกิจใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy ตามกระแสหลักของโลก

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวในความหมายของทีมเศรษฐกิจของไบเดน หมายถึงการสร้างสังคมเศรษฐกิจใหม่ (New Eco-System) ผ่านการให้แหล่งเงินทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ต่อผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียวรายใหม่ๆ ในสหรัฐฯ ซึ่งนับได้ว่า ณ ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ดี เนื่องจากสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก น่าจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปี ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถก่อหนี้ได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับจีดีพี โดยไม่กระเทือนต่อเสถียรภาพทางการคลังมากนัก

โดยที่ธุรกิจดังกล่าว จะหันมาใช้แหล่งพลังงานทางเลือกในการผลิต ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันระหว่างแหล่งพลังงานทางเลือกต่างๆ แทนการใช้น้ำมันหรือถ่านหินดังเช่นในอดีต โดยที่สินค้าและบริการแบบเศรษฐกิจสีเขียวนั้น มาจากความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ โดยแท้จริง แทนที่จะมาจากโรงงานที่ผลิตสินค้ามาจำหน่ายของเถ้าแก่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้คาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคไปเสียเองดังเช่นในอดีต

อียูกับข้อเรียกร้องถึงปัญหาโลกร้อน

ทางด้านสหภาพยุโรป ซึ่งล่าสุดมีการแนวทางในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนของอียูแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้

1. ในระดับประเทศ ประเทศสมาชิกอียูตั้งเป้าว่าจะลดก๊าซเรือนกระจก จากเดิมร้อยละ 40 เป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 55 ภายในปี 2573 ซึ่งอียูจะผลักดันให้มีการระบุเป้าหมายดังกล่าว ในกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ (Climate law) เพื่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างชาติสมาชิกด้วยกัน รวมทั้งมีการเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน การปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอน ภายในปี 2564

2. ในระดับทวิภาคี อียูต้องการเรียกร้องให้สหรัฐฯ กลับเข้ามาเพิ่มบทบาทในเวทีการเจรจา และยกระดับการดําเนินงานด้านการลดก๊าซของประเทศให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยมองว่าประเทศกําลังพัฒนาบางประเทศควรมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินผ่านกองทุน Adaptation Fund แก่ประเทศยากจนในการปรับตัวต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายหลังปี 2568

3. ในระดับสากล อียูต้องการผลักดันการกําหนดบรรทัดฐานสากลในบริบท Article 6 ของความตกลงปารีส ร่วมกับประเทศภาคีต่างๆ ภายใต้กรอบความโปร่งใส อาทิ การเปิดเผยข้อมูลเพื่อการติดตามความก้าวหน้าในการดําเนินงานตามแผนปฏิบัติการของแต่ละประเทศ (NDCs) ตลอดจนการจัดทําบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

 

ไทยกับการค้ามิติใหม่ยุคไบเดน

หากมองในมุมของประเทศไทย ซึ่งก็มีนโยบาย อาทิ BCG Economyที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นอีกหนึ่งโมเดลในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทย หมายถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากการเกษตร พร้อมย้ำว่าโมเดลนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานรากได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นแนวคิดการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร, อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ, อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ประเมินว่า การค้าไทยกับสหรัฐฯ ยุคโจ ไบเดน อาจมีความจำเป็นต้องมีการปรับมาตรฐานสินค้า รวมทั้งมาตรฐานแรงงาน และสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ซึ่งทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงาน ซึ่งประเทศคู่ค้าต่างมีมาตรการที่ชัดเจนมากขึ้น ในการที่จะใช้กลไกต่างๆ เพื่อให้คู่ค้ามีการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกันผู้บริโภคยุคใหม่ในปัจจุบันก็ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นสำหรับผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานแรงงาน และการดูแลกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญหลังจากนี้ ทั้งอาจจะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการสร้างแต้มต่อในการแข่งขัน และเป็นตัวเลือกในตลาดของผู้บริโภค เมื่อเทียบกับสินค้าคู่แข่ง อาทิในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งไทยก็เจอคู่แข่งในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากจีนและเวียดนาม ซึ่งการค้ายุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันที่สินค้าต้นทุนต่ำ แต่เป็นยุคที่การแข่งขันกันที่การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า และถ้าเราสามารถสร้างจุดแข็งในเรื่องนี้

ด้วยเหตุนี้ จากการที่เราหยิบยกประเด็นการประชุม COP26 ช่วงปลายปีนี้ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี พ.ศ.2537 และได้มีการจัดทำแผนที่นําทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564–2573 สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจของแผนที่นำทางแก่ทุกภาคส่วน และมีเป้าหมายที่จะลดก๊าซเรือนกระจกโดยเป้าหมายขั้นต่ำที่ร้อยละ 20 และเป้าหมายขั้นสูงที่ร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2573 ตามมติเห็นชอบของประเทศไทยต่อ Intended Nationally Determined Contribution (INDC)

ดังนั้นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ควรศึกษาตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อน รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่มาก และดําเนินการแบบองค์รวมเพื่อนําไปสู่การดําเนินงานในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ ในระดับท้องถิ่นและในระดับโลก

และอย่างที่บอกว่า ตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร ต่างให้ความสำคัญต่อการค้าที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น และอาจมีมาตรการในการคุมเข้มการค้าที่ไม่ทำลายโลก ด้วยมาตรการภาษีและ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเข้ามาเป็นเกมการค้าใหม่ที่ธุรกิจส่งออกอาจต้องรีบปรับให้ทันเกม เพราะนี่อาจไม่เฉพาะแค่เทรนด์ของโลกค้าการยุคใหม่ แต่อาจเป็นการสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาอีกมากเพื่อการค้าที่มีความยั่งยืน

 

แหล่งอ้างอิง :

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/ คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป

https://globthailand.com/

https://www.thaibicusa.com/ 



สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อ Bualuang Green<<


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
234492 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
90314 | 12/06/2019
มองใหม่! ตลาดบริโภคกัมพูชากำลังเปลี่ยนไป SME Go Inter

มองใหม่! ตลาดบริโภคกัมพูชากำลังเปลี่ยนไป

กัมพูชา ก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 แม้ปัจจุบันจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อไม่มากนักและส่วนใหญ่ก็รักษาหายแล้ว แต่จากมาตรการป้...
44525 | 10/10/2020
banner