ส่องโควตาส่งออกไทยไป EU หลัง Brexit

SME Go Inter
17/12/2020
รับชมแล้วทั้งหมด 1457 คน
ส่องโควตาส่งออกไทยไป EU หลัง Brexit
banner

เหลือเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือน ที่อังกฤษจะต้องแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) อย่างเป็นทางการ หากอังกฤษไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับอียูได้ก่อนสิ้นปีนี้ ก็เท่ากับจะต้องออกโดยปราศจากข้อตกลงรองรับหรือที่เรียกว่า ‘no-deal Brexit’   

ล่าสุดนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 ในขณะที่ผู้นำอียูกำลังประชุมกันที่กรุงบรัสเซลส์ว่า มีความเป็นไปได้อย่างมากที่อังกฤษและอียู จะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันได้ภายในกำหนดเส้นตายที่อังกฤษจะต้องถอนตัวออกจากอียูสิ้นปีนี้ 

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

อนาคตหลัง Brexit ย่อมมีผลกับประเทศคู่ค้าของทั้งสองฝั่ง ซึ่งแน่นอนว่าไทยย่อมได้รับผลกระทบนั้นเช่นกัน ฝ่ายรัฐบาลไทยโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมทางหนีทีไล่ไว้รับมือทั้งสองด้าน คือการขยายความสัมพันธ์ทางการค้า โดยเตรียมเปิดเจรจากความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ทั้งกับฝั่งอังกฤษและกลุ่มสหภาพยุโรป ขณะเดียวกันไทยก็ได้มีการเจรจาเรื่องการลดภาษีตามโควตารักษาผลประโยชน์ จากที่ไทยเคยรับโควตาลดภาษีสินค้าจากอียูเพื่อให้สามารถรักษาตลาดส่งออกไว้ให้ได้  

ล่าสุดในด้านการเตรียมทำเอฟทีเอนั้น สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (ไอเอฟดีได้สรุปผลการศึกษาประโยชน์และผลกระทบจากการฟื้นเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (อียูได้ดำเนินการเสร็จแล้ว เตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติให้ไทยไปเจรจากับอียูต่อไป คาดว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปี 2564 

โดยผลการศึกษาพบว่า หากไทยและอียู 27 ประเทศ ไม่รวมสหราชอาณาจักร เพราะได้ออกจากอียูไปแล้วทำการยกเลิกภาษีนำเข้าระหว่างกันหมด จะช่วยให้จีดีพีของไทยขยายตัวในระยะยาว 1.28% คิดเป็นมูลค่า 2.05 แสนล้านบาทต่อปี การส่งออกของไทยไปอียูเพิ่มขึ้น 2.83% หรือ 2.16 แสนล้านบาทต่อปี และการนำเข้าจากอียูเพิ่มขึ้น 2.81% หรือ 2.09 แสนล้านบาทต่อปี 

สำหรับ สินค้าส่งออกของไทยที่มีโอกาสขยายตัวและเข้าถึงตลาดอียูได้ง่ายขึ้น เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าและสิ่งทอผลิตภัณฑ์อาหาร เคมีภัณฑ์ ยาง และพลาสติก เป็นต้น 

ส่วนการเปิดเสรีภาคบริการในสาขาสำคัญ เช่น สิ่งแวดล้อม การจัดส่งสินค้า การเงินและประกันภัย และการขนส่งทางทะเล จะช่วยลดต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 5% หรือ 8.01 แสนล้านบาท และการประเมินผลมิติด้านสังคมในภาพรวม พบว่าเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะทำให้จำนวนคนจนลดลง 2.7 แสนคน รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 1.1% และช่องว่างความยากจนลดลง 0.07% 

อย่างไรก็ตาม ในการทำเอฟทีเอมีประเด็นที่ท้าทาย คือมีเรื่องการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร จากความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนวางตลาดยา การผูกขาดข้อมูลเพื่อขออนุมัติวางตลาดยา การให้ความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามแนวทาง UPOV 1991 และการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามแนวทางของแรงงานโลก (ILO) ซึ่งจะส่งผลให้ไทยมีค่าใช้จ่ายด้านยารักษาโรคและเมล็ดพันธุ์พืชสูงขึ้น แต่ต้องนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปประเมินหักลบกับประโยชน์ที่จะเกิดแก่รายได้ของเกษตรกร ปริมาณผลผลิตภาคเกษตร และทางเลือกในการซื้อเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ ในด้านการเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ จะทำให้ภาครัฐได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมีตัวเลือกมากขึ้น ราคาถูกลง ถึงแม้ว่าธุรกิจภายในประเทศอาจต้องเผชิญการแข่งขันมากขึ้น แต่คาดว่าไม่กระทบต่อ SMEs มากนัก เนื่องจากโครงการที่ SMEs เข้าร่วมประมูลส่วนใหญ่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเปิดให้มีการแข่งขันประมูล  

อีกด้านหนึ่งผลการเจรจารักษาโควตา ล่าสุดกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศระเบียบการจัดสรรโควตา Regulation (EU) ที่ 2020/1739 ยืนยันปริมาณโควตาภาษีสินค้าสัตว์ปีกไทย ภายใต้ตารางผูกพันของอียูภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว  

โดยปริมาณโควตาที่ไทยได้รับจัดสรรใหม่เทียบกับสถิติการส่งออกสินค้าสัตว์ปีกไทยไปอียู 27 ประเทศและยูเคย้อนหลัง 3 ปี (2562-62) ไทยได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น ทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าสัตว์ปีกได้เพิ่มขึ้น และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

ทั้งนี้สินค้าเนื้อไก่ปรุงสุก แปรรูป ไทยมีโอกาสส่งออกไปอียู 27 ประเทศได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณโควตาที่ได้รับจัดสรรใหม่มีปริมาณมากถึง 109,441 ตันต่อปี ในขณะที่ไทยส่งออกไปเพียง 59,910.7 ตันต่อปี แต่ตลาดยูเค ได้รับจัดสรร 66,692 ตันต่อปี ส่งออกเฉลี่ย 153,823.4 ตันต่อปี  

ส่วนไก่หมักเกลือ ตลาดอียูได้รับจัดสรร 68,385 ตันต่อปี ไทยส่งออกเฉลี่ย 73,024.5 ตันต่อปี และตลาดยูเค ได้รับจัดสรร 24,225 ตันต่อปี ส่งออกเฉลี่ย 6,888.3 ตันต่อปี 

ส่วนเนื้อเป็ด ห่านแปรรูป ตลาดอียูได้รับจัดสรร 278 ตันต่อปี แต่ส่งออกเฉลี่ย 2,817.5 ตันต่อปี และตลาดยูเค ได้รับจัดสรร 14,432 ตันต่อปี มีการส่งออกเฉลี่ย 2,105.3 ตันต่อปี 

เป็นที่แน่นอนว่าไม่ว่าผล Brexit จะออกมาเป็นอย่างไร ก็ยังเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าเนื้อไก่ปรุงสุก แปรรูป ไปยังตลาดอียูได้เพิ่มขึ้น เพราะได้โควตาเพิ่มขึ้นมาก ส่วนไก่หมักเกลือ และเนื้อเป็ด ห่านแปรรูป ก็มีโอกาสส่งออกไปตลาดยูเคได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าไทยจะเดินหน้าทำเอฟทีเอกับทั้งอียู และยูเคสำเร็จหรือไม่  



สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<<


บรรทัดฐานใหม่! ความเปลี่ยนแปลงของตลาดยุโรปในยุคหลังโควิด


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
234489 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
90307 | 12/06/2019
มองใหม่! ตลาดบริโภคกัมพูชากำลังเปลี่ยนไป SME Go Inter

มองใหม่! ตลาดบริโภคกัมพูชากำลังเปลี่ยนไป

กัมพูชา ก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 แม้ปัจจุบันจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อไม่มากนักและส่วนใหญ่ก็รักษาหายแล้ว แต่จากมาตรการป้...
44513 | 10/10/2020
banner