จาก Pain Point คาร์บอนเจ้าปัญหา สู่แนวคิดธุรกิจปูนซีเมนต์รักษ์โลก

SME Go Inter
22/04/2022
รับชมแล้วทั้งหมด 3695 คน
จาก Pain Point คาร์บอนเจ้าปัญหา สู่แนวคิดธุรกิจปูนซีเมนต์รักษ์โลก
banner
อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก และก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการเผาไหม้ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าว การหาแนวทางมาใช้ในการดำเนินธุรกิจใช้เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์จากอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นธุรกิจที่ช่วยรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (ESG)

โดยปัจจุบันผู้ประกอบการ SME ธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลกได้หันมาให้ความสำคัญกับปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นสัดส่วนมากที่สุดของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา เมื่อเราใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งที่บ้าน รถยนต์ โรงงาน โรงไฟฟ้า และกระบวนการผลิตซีเมนต์ ตลอดจนการเผาไหม้ในกิจกรรมต่างๆ 



ดังนั้น จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนคงเริ่มได้ยินบ่อยครั้งขึ้น จนกลายเป็นเทรนด์ของอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนักที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณมากจากกระบวนการผลิต ได้เริ่มนำเทคโนโลยี CCUS เพื่อกักเก็บคาร์บอนและต่อยอดนำไปใช้ในการผลิตสินค้าต่างๆ มาแล้วในต่างประเทศ

กรณีศึกษา Holcim บริษัทผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างในสวิสเซอร์แลนด์ ร่วมมือกับ Eni บริษัทด้านพลังงานของอิตาลี ในการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต กลับมาใช้ใหม่ในการผลิตซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไว้ใน ‘แร่โอลิวีน (Olivine)’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่พบได้บ่อยที่สุดในโลก โดยล่าสุดยังมีการวิจัยและค้นคว้าเพื่อใช้แร่โอลิวีนที่ผ่านกระบวนการแล้ว (Carbonated Olivine) มาเป็นวัตถุดิบชนิดใหม่ที่ใช้ในกระบวนการรผลิตซีเมนต์อีกด้วย

จากแนวทางดังกล่าวทำให้เห็นว่าโซลูชันจากเทคโนโลยี CCUS สามารถนำไปขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างดีในกลุ่มผลิตภัณฑ์จากซีเมนต์หรือวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ที่อุตสาหกรรมในวงการก่อสร้างทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือกโรงงานที่เกี่ยวข้องในยุโรป เพื่อดำเนินโครงการนำร่องในระดับอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มสู่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ในการลดคาร์บอนจากกระบวนการผลิตและขยายไปสู่ประเภทผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (ESG) อื่นๆ อีกต่อไปในอนาคต 


ไทยหนุนใช้ปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการบูรณาการโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและภาคเอกชน รวม 24 หน่วยงาน ประกาศ ‘MISSION 2023’ ผนึกกำลังมุ่งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 1,000,000 ตัน CO2 (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ภายในปี 2566 สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน สาขากระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ มาตรการทดแทนปูนเม็ด
เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความตระหนักถึงประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน (Sustainability) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการพัฒนาแบบองค์รวม ตามโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อสร้างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ESG)

รวมทั้ง มีนโยบายเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคอุตสาหกรรมในการปรับตัวรับกับมาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงการจัดการพลังงานและของเสียในภาคอุตสาหกรรม

สำหรับโครงการดังกล่าวกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากมติคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ในการจัดทำ ‘แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2564 - 2573 สาขากระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงน้ำเสียอุตสาหกรรม’ 

โดยได้กำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก ในปี 2573 รวมทั้งสิ้น 2.25 ล้านตัน CO2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ตามที่ได้แจ้งเจตจำนงการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) ภายใต้ความตกลงที่ร้อยละ 20 - 25 ซึ่งมาตรการทดแทนปูนเม็ด เป็นหนึ่งในมาตรการหลักภายใต้แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว

ย้อนไปเเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 กรอ. ยังได้ร่วมมือกับอีก 15 กับหน่วยงานจากทั้งภาครัฐและเอกชน ลงนามบันทึกความเข้าใจการบูรณาการความร่วมมือในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ : มาตรการทดแทนปูนเม็ด จำนวน 300,000 ตัน CO2 ภายในปี 2565 ซึ่งภาคีร่วมดำเนินการสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้ว เมื่อสิ้นปี 2564 ที่ผ่านมา

สำหรับการประกาศเป้าหมายใหม่ ในการร่วมขับเคลื่อน ‘MISSION 2023’ มีความสำคัญและจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะช่วยให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ โดยใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะช่วยสนับสนุนภารกิจในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก สาขากระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์

 นอกจากนี้ ยังถือเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่ร้อยละ 40 ภายในปี 2573 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2608 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก’ ลดโลกร้อน

ปัจจุบัน เทรนด์โลกได้เปลี่ยนมาใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่จะสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจก อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ทั่วโลกจึงมุ่งยกระดับให้ตลอดกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์สามารถมีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 

ดังนั้น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยจึงทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า ‘ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก’ ซึ่งมีกำลังอัดสูงสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างโครงสร้างประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสูง ถนน พื้นทาง สะพาน หรืออุโมงค์ เช่นเดียวกับปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ และสามารถช่วยลดภาวะก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวงการก่อสร้างในอนาคต

โดยกระบวนการผลิต ‘ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก’ นั้นนับว่ามีส่วนช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการผลิตปูนซีเมนต์แบบเดิมที่มีการใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างมาอย่างยาวนาน เพราะได้ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต โดยการลดปริมาณการใช้ปูนเม็ดลงแล้วใช้วัสดุทดแทน ตามที่ มอก.กำหนด (ส่วนผสมปูนเม็ด 83% วัสดุทดแทน 10% และวัสดุอื่น 7%) จากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์สูตรปกติ (ส่วนผสมปูนเม็ด 93% วัสดุอื่น 7%)

ซึ่งการลดปริมาณปูนเม็ดลงแล้วใช้วัสดุทดแทนจะทำให้การใช้พลังงานในการผลิตต่ำลงไปด้วย เนื่องจากปูนเม็ดจะใช้พลังงานในการผลิตสูงทั้งในส่วนของการเผาไหม้และการบด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเยอะมาก (ปกติจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาประมาณ 800 kg-CO2 ต่อตันปูนเม็ด)
ทั้งนี้ ก่อนจะเป็นปูนซีเมนต์ทุกชนิด ต้องผ่านขั้นตอนการได้มาของปูนเม็ดก่อน (วัตถุดิบที่นำมาผลิตปูนเม็ดจะมาจากธรรมชาติ คือ หินปูน, ดินดาน, ดินเหนียว และศิลาแลงหรือแร่เหล็ก) โดยในประเทศไทยนั้นหินปูนถือเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้มากที่สุดในกระบวนการผลิตปูนเม็ด โดยนำมาย่อยหยาบเพื่อให้ได้ขนาดตามต้องการ ก่อนจะถูกส่งไปสู่กระบวนการเผาตามขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ได้ปูนเม็ด

สำหรับการผลิตปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก 1 ตัน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.05 ตัน CO2 หากผลิตปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกจำนวน 20 ล้านตัน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 1 ล้านตัน CO2 ต่อปี จึงถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยลดภาวะก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ และก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวงการก่อสร้างในอนาคต สอดคล้องกับเทนรนด์รักษ์โลกที่หลายภาคส่วนกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างดี

ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในงานโครงการทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนยังคงมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การใช้ปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเป็นเรื่องที่ภาคการก่อสร้างสามารถช่วยโลกได้ เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ในด้านสิ่งแวดล้อมและในด้านของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ยังสอดคล้องกับแผนดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยปี 2564 - 2573 และตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี


แหล่งอ้างอิง :

สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนา

รัฐบาลไทย


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
234495 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
90319 | 12/06/2019
มองใหม่! ตลาดบริโภคกัมพูชากำลังเปลี่ยนไป SME Go Inter

มองใหม่! ตลาดบริโภคกัมพูชากำลังเปลี่ยนไป

กัมพูชา ก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 แม้ปัจจุบันจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อไม่มากนักและส่วนใหญ่ก็รักษาหายแล้ว แต่จากมาตรการป้...
44536 | 10/10/2020
banner