จากบิทคอยน์ถึง ‘หยวนดิจิทัล’ เมื่อจีนรุกกระแสคริปโทเคอร์เรนซี

SME Update
19/05/2021
รับชมแล้วทั้งหมด 5643 คน
จากบิทคอยน์ถึง ‘หยวนดิจิทัล’ เมื่อจีนรุกกระแสคริปโทเคอร์เรนซี
banner

จากกระแส Cryptocurrency และการ ขุดบิทคอยน์ (Bitcoin) จนถึง Libra โครงการเงินดิจิทัลสกุลเงินของ Facebook ที่ได้สร้างปรากฏการณ์ร้อนแรงในปี 2019 แต่ก็ถูกสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ และรัฐบาลหลายๆ ประเทศตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในสกุลเงินดังกล่าว และเกิดเป็นกระแสต่อต้านในเวลาต่อมา ซึ่งต่อมา สถานะของ Libra ได้เปลี่ยนไปจากเดิม อาทิ การเลิกแผนระบบตะกร้าเงิน เปลี่ยนมาอิงเงินสกุลเดียว การรีแบรนด์กระเป๋าเงินจาก Calibra เป็น Novi

และล่าสุด Libra เปลี่ยนชื่อโครงการทั้งหมดเป็น Diem เพื่อล้างภาพจำเดิมของ Libra ไปโดยปริยาย โดยหุ้นส่วนใหม่ของ Diem ในสหรัฐอเมริกาคือบริษัทลงทุน Silvergate Capital Corporation ที่มีใบอนุญาตธนาคาร Silvergate Bank อยู่แล้วจะเป็นผู้ออกเหรียญ Diem USD แต่เพียงผู้เดียว คาดว่าจะเปิดตัวนำร่องสกุลเงินดิจิทัลในปี 2564 นี้

จาก Libra มาจนถึง Diem ของ Facebook ซึ่งเป็นโครงการจากกระแสความร้อนแรงของตลาดสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยเอกชนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนไหวของสถานสกุลเงินของบางประเทศ บวกกับแนวโน้มด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและกระแสเงินดิจิทัล จึงทำให้รัฐหลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างออกสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นอย่างนัยที่น่าสนใจ

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นและใช้งานอย่างเป็นอิสระจากธนาคารกลางและรัฐบาลของประเทศนั้นๆ เพื่อเป้าหมายด้านเสถียรภาพการเงินในอนาคต ตัวอย่างที่เห็นชัดในขณะนี้คือ การเดินหน้าสกุลเงินดิจิทัล (E-CNY) ของธนาคารกลางจีน (PBOC)

รวมทั้งการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่าง JD.com บริษัทอี-คอมเมิร์ซสัญชาติจีน ประกาศจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานบางส่วนด้วยสกุลเงินหยวนดิจิทัล หลังจากที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) วางแผนที่จะขยายการใช้งานของสกุลเงินดังกล่าวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ต่างกำลังเร่งวิจัยและพัฒนาการสร้างระบบนิเวศของเงินหยวนดิจิทัล ทั้งในการชำระเงิน การป้องกัน และการควบคุมความเสี่ยงอีกด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีนเดินหน้าพัฒนาเงินหยวนดิจิทัล (E-CNY) เพื่อประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในอนาคต เช่น การใช้เทคโนโลยีในช่วงโอลิมปิกฤดูหนาว เมืองอัจฉริยะ เกษตรอัจฉริยะ รัฐบาลดิจิทัล และการศึกษาดิจิทัล

ขณะเดียวกันยังคำนึงถึงการตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น บัตร E-CNY สำหรับคนชราที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ และคนต่างชาติที่พักอาศัยในประเทศจีนในระยะสั้น ซึ่งได้พัฒนาการรวมชิปการ์ดการแสดงยอดเงินคงเหลือ และ Health Kit เข้าด้วยกัน

จีนได้มีการเปิดตัวสกุลเงินหยวนดิจิทัลตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา และเริ่มมีการนำเงินดิจิทัลออกมาใช้กับประชาชนจีนเพิ่มมากขึ้น โดยแบงก์ชาติจีน ให้ 4 เหตุผลในการออกเงินดิจิทัลสกุลหยวนว่า

1. เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ธนบัตรที่หมุนเวียนในระบบ

2. เพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัยแก่ประชาชน

3. เป็นการส่งเสริมนโยบายการเงิน

4. รักษาอธิปไตยทางการเงินของประเทศ มีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบชำระเงินแบบดั้งเดิม

รวมถึงการดำเนินธุรกรรมผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร และตู้เอทีเอ็มมีมูลค่าสูงถึง 414,000 ล้านหยวนต่อปี หรือคิดเป็น 0.5% ของจีดีพีประเทศเลยทีเดียว

 

SME ทำไมต้องสนใจเรื่องนี้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจกับชาวจีนควรติดตามข้อมูลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลทำให้ภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจอาจต้องมีการปรับระบบเพื่อรองรับการชำระเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลต่อไป

คาดว่าหยวนดิจิทัลจะถูกหมุนเวียนใช้ในระบบเศรษฐกิจแทนที่เงินสดทั้งหมดในจีน โดยคาดว่าจะรองรับกับแพลตฟอร์มชำระเงินยอดนิยมอย่าง Alipay ของ Alibaba และ WeChat Pay ของ Tencent รวมถึงระบบธนาคารที่มีอยู่ ซึ่งประชากรชาวจีนเกิน 500 ล้านคนใช้ระบบชำระเงินผ่านมือถือกันอยู่แล้ว จึงทำให้การเปลี่ยนเป็นเงินตราดิจิทัลสามารถทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างของหยวนดิจิทัลคือ ความรวดเร็วในการทำธุรกรรมและมีต้นทุนต่ำ ดังนั้นจีนจึงเชื่อว่านี่จะเป็นจุดขายที่ทำให้คนค้าขายสินค้าระหว่างประเทศเริ่มหันมาใช้เงินหยวนดิจิทัลเป็นตัวกลางกันมากขึ้น เพราะแทบไม่มีต้นทุนและยังมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ในขณะที่ประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้นได้มีการพิจารณาการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือ โครงการอินทนนท์ โดยคาดการณ์ว่าจะมีการนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้ในปี 2565 เพื่อลดการพึ่งพาการชำระเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และทำให้ข้อมูลทางการเงินสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น

มองอนาคตกระแสเงินดิจิทัล

จากเดิมเงินคือกระดาษ ดังนั้นเกือบทุกประเทศหากต้องการพิมพ์ธนบัตรใหม่ จะต้องมีทุนสำรองเป็นทองคำหรือเงินสกุลหลักเพื่อเป็นหลักประกันมูลค่าเหล่านั้นอีกด้วย ขณะที่สำหรับการออกสกุลเงินดิจิทัล ที่มีรัฐบาลและธนาคารกลางของแต่ละประเทศรับรอง ย่อมมีความน่าเชื่อถือมากกว่าสกุลเงินที่ออกโดยเอกชนบางแห่ง

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลกลางหลายๆ ประเทศต่างปรับตัวสู่การเงินดิจิทัล ทำให้นักวิเคราะห์บางท่านมองว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะหมดยุค เงินกระดาษ

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเราเชื่อถือธนบัตรเงินกระดาษนี้ ทั้งๆ ที่มูลค่าในตัวของมันคือเป็นเพียงกระดาษ แต่ที่ประชาชนเชื่อถือเพราะรัฐบาลเป็นผู้ออกธนบัตรนั้นๆ ซึ่งหมายความว่า แนวโน้มที่การเงินโลกจะเชื่อมั่นสกุลเงินที่ออกโดยรัฐบาลกลางจะมีมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานะและตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ออกสกุลเงินดิจิทัลด้วย

 

แหล่งอ้างอิง : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง

https://siamblockchain.com/

https://www.bot.or.th/

https://www.bangkokbanksme.com/


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

เศรษฐกิจหมุนเวียน เมกะเทรนด์ของโลก SME Update

เศรษฐกิจหมุนเวียน เมกะเทรนด์ของโลก

ปัญหาขยะพลาสติกที่ทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความตื่นตัวให้สังคมทั่วโลก องค์กรต่างๆ ร่วมจัดการปัญหาขยะพลาสติกด้วยการลดใช้ ไม่เพิ่มปริมาณขยะพลาสติกใหม่เข...
3503054 | 19/07/2019
ส่องเทรนด์เทคโนโลยีในองค์กรประจำปี 2019 SME Update

ส่องเทรนด์เทคโนโลยีในองค์กรประจำปี 2019

Salesforce แพลตฟอร์มการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) อันดับ 1 ของโลก ได้ออกรายงานฉบับใหม่ “Enterprise Technology Trends” ซึ่งเป็นผลงานจากการสำรวจผู้นำด้า...
130222 | 11/06/2019
5 พิกัดเด็ดตลาดค้าส่งเสื้อผ้ามือสอง SME Update

5 พิกัดเด็ดตลาดค้าส่งเสื้อผ้ามือสอง

เสื้อผ้ามือสองได้รับความนิยมมากมาตั้งแต่ช่วงปี 2018 จากเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แนวโน้มการเติบโตของตลาดเสื้อผ้ามือสองจึงมีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อ...
124796 | 28/10/2020
banner