เปิดมุมมองผู้บริหาร “Bioveggie” กับแนวคิด “ผักอัดเม็ด” นวัตกรรมสู่ ‘ทางเลือกใหม่ของการทานผัก’

SME in Focus
13/02/2023
รับชมแล้วทั้งหมด 3765 คน
เปิดมุมมองผู้บริหาร “Bioveggie” กับแนวคิด “ผักอัดเม็ด” นวัตกรรมสู่ ‘ทางเลือกใหม่ของการทานผัก’
banner
มองเป็น เห็นโอกาส Bangkok Bank SME พามาเปิดโลกนวัตกรรมอาหารแห่งโลกอนาคต ฝีมือคนไทย 100% ตั้งแต่การคิดค้น วิจัย ทดลอง สู่อาหารที่ชาวต่างชาติยกให้เป็น “Moon Food” จะเป็นอย่างไรนั้น เรามาทำความรู้จักกับอาหารชนิดนี้ไปพร้อม ๆ กัน ผ่านบทสัมภาษณ์จาก คุณวิริยา พรทวีวัฒน์ ผู้บริหาร บริษัท เชียงใหม่ไบโอเวกกี้ จำกัด 


คุณวิริยา พรทวีวัฒน์ ผู้บริหาร บริษัท เชียงใหม่ไบโอเวกกี้ จำกัด

ผักอัดเม็ดแห่งโลกอนาคต ทางเลือกใหม่ของการทานผัก จากแบรนด์ Bioveggie

ใครจะคิดว่า เรามาถึงจุดที่นำผักสด ๆ ไปอัดเม็ดทานกันแล้ว...แต่แบรนด์ Bioveggie ทำให้เราว้าวได้มากกว่านั้น ด้วยผักอัดเม็ด 5 สี ที่ยังคงคุณค่าทางสารอาหารของผักแต่ละชนิดไว้ได้สูงถึง 80-90% โดย
“ผัก 12 ชนิดใน 5 เม็ด 5 สี ทดแทนสลัดจานใหญ่ได้ 1 จาน” ประกอบด้วย

•สีเขียว = ปวยเล้ง เซเลอรี่ บร็อคโคลินี และ พาร์สเลย์
•สีเหลือง = ฟักทองญี่ปุ่น และ แครอท
•สีม่วง = กะหล่ำปลีแดง และ บีทรูท
•สีแดง = มะเขือเทศเชอร์รี่ และ พริกหวาน
•สีเขียวอ่อน = ต้นหอมญี่ปุ่น และ ผักชีล้อม



นอกจากจะสามารถรักษาคุณค่าทางสารอาหารไว้ได้อย่างครบถ้วนเกือบ 100% แล้ว ยังอุดมไปด้วยกากใยจากธรรมชาติ รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับผักสด ปราศจากสารเคมีตกค้าง และไม่มีการปรุงแต่งวิตามินสังเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น 



คุณวิริยา เผยว่า องค์การอนามัยโลกระบุว่า คนเราต้องทานผักถึง 400 กรัมต่อวัน นั่นหมายความว่า เราต้องทานผักจานใหญ่ ๆ ทุกวัน แต่ความเป็นจริง จากที่เราทำการสำรวจ พบว่าในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ นอกจากจะเป็น Vegetarian ปัญหาที่ตามมาทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยง่าย 

“...เราคิดว่า ทำยังไงให้คนทานผักได้ง่าย ๆ เลยอัดเป็นเม็ดซะเลย โดยที่เราไม่ได้ใส่สารเคมี หรือสารปรุงแต่งใด ๆ ให้สารอาหารที่มีอยู่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ เปลี่ยนรูปแบบจากที่เคยทานผักเป็นจาน ก็มาทานผัก 5 เม็ด 5 สี ทานง่าย แล้วยังเติมเต็มสารอาหารได้ทุกมื้อ ทุกวันด้วย ซึ่งทานครบ 5 สีก็จะได้ ไฟโตนิวเทรียนท์ ( Phytonutrients) ครบ...” 



นับเป็นเทรนด์ธุรกิจทางเลือกใหม่ที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย และทุกไลฟ์สไตล์ แม้แต่คนที่ไม่ชอบทานผัก ก็สามารถทานผักอัดเม็ด Bioveggie ได้ง่าย ๆ แถมยังใส่ใจในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้พกพาสะดวก ไปได้ทุกที่ สมกับคำที่ชาวต่างชาติยกย่องให้เป็น “Moon Food” เพราะแม้แต่นักบินอวกาศก็พกไปทานบนยานได้สบาย ๆ

โจทย์ธุรกิจท้าทาย...ทำไมต้องเป็น “ผัก”

คุณวิริยา เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า ‘บจก. เชียงใหม่ไบโอเวกกี้’ เริ่มจดทะเบียนบริษัทในปี 2554 ซึ่งก่อนหน้านั้นทำธุรกิจเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์มายาวนาน จนเกิดความอิ่มตัว ประกอบกับธุรกิจครอบครัวของสามี ทำเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว พอเราเข้าไปสัมผัส ก็เห็นว่า พืชผลทางการเกษตรมีมากจนเหลือล้น ก็ทิ้งกันเลย ในสมัยนั้น ดูแล้วน่าเสียดาย ก็เลยคิดว่าจะถนอมอาหารสิ่งที่ต้องทิ้งไป ทำยังไงให้เก็บไว้ได้นานที่สุด และเกิดเป็นสินค้าที่ส่งไปสู่ผู้บริโภคได้



“...สามีเลยตัดสินใจว่าใช้วิธีอบแห้งนี่แหละ ดีที่สุด แต่ในสมัยนั้น การอบแห้งมีแต่วิธีที่มักจะทำลายสารอาหารออกไปด้วย เช่น การใช้ความร้อนสูง สิ่งที่ได้มาหลังจากอบแห้งแล้ว คือทานแค่กากใยเท่านั้นเอง ซึ่งสารอาหารเหลือน้อยมากไม่มีประโยชน์อะไร”



จากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในจุดนี้เอง ทำให้คุณวิริยาและสามี เริ่มศึกษา-คิดค้นวิธีการอบแห้งที่เป็น Signature ของ ‘บจก. เชียงใหม่ไบโอเวกกี้’ ขึ้นมา โดยอาศัยความร่วมมือจากเพื่อนซึ่งเป็นวิศวกร ผสมผสานกับความรู้ของตนเองที่เคยคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มาอย่างยาวนาน จนเกิดมาเป็นเครื่องอบแห้งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่หนทางที่ผ่านมา ก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ...



กว่าจะมาเป็นผักอัดเม็ด 5 สี...

คุณวิริยา เล่าว่า ธุรกิจเริ่มต้นที่บ้านเรา  โดยทดลองทำเครื่องจักรขนาดเล็กอยู่ในโรงรถเล็ก ๆ ต้องเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงตลอดทุกชั่วโมง ทั้งกลางวัน-กลางคืน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของผักที่เอาเข้าไปอบ จากจุดเริ่มต้นนั้น สาหัสมาก ทำไป ทดลองไป ทิ้งไปเท่าไหร่ไม่รู้ 

“...ตอนนั้น เราทำแล้ว เห็นผลสำเร็จในเชิงของ Lab scale โดยผักที่เราอบแห้งไปแล้วสามารถ Reform กลับมาเหมือนสดได้เลย ทั้งกลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางสารอาหาร เรานำเอาผักที่ผ่านการอบแห้ง เข้าห้อง Lab ดูว่าคุณค่าสารอาหารลดน้อยลงไปแค่ไหน ผลการทดสอบทำให้เรารู้ว่าลดลงไปแค่ 5-10% เท่านั้นเอง เพราะเราใช้ระบบความร้อนต่ำ ประกอบกับเทคโนโลยีชั้นสูง กลายมาเป็นนวัตกรรม…”



“หลังจากนั้น เราเริ่มมองถึงสเกลอุตสาหกรรม เริ่มทำเวิร์คช็อป ใช้ช่างที่เป็นทีมงานของเราทั้งหมด ไม่มีการนำเข้าเครื่องจักร หรืออะไหล่จากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ถือเป็นเครื่องจักรสัญชาติไทยเลย ซึ่งเครื่องจักรกว่าจะเป็น Industrial ได้ ผ่านการปรับเปลี่ยนและลงทุนไปมากพอสมควร แต่ด้วยความมุ่งมั่น เราคิดว่าเราต้องทำได้”

จากวันแรกที่คิดโจทย์ธุรกิจ มาจนถึงวันที่คิดค้นนวัตกรรมการอบแห้งในแบบฉบับของ Bioveggie ได้สำเร็จ และเริ่มวางจำหน่ายนั้น ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี
 


“การเพิ่มสเกลใหญ่ขึ้นเป็นโจทย์ที่หินมาก เพราะเราต้องดูแลเรื่องการจัดการทุกอย่าง เป็นอุปสรรคในช่วงแรก ๆ มีทั้งความไม่พร้อมด้านการลงทุน ไม่มีเม็ดเงินที่จะมาหมุนเวียน ตอนนั้นเกือบพับธุรกิจ แต่สามีก็ยืนยันที่จะทำ เราก็เป็นกำลังที่คอยซัพพอร์ต เดินคู่กับเขามาตลอด” 

ผักอัดเม็ด นวัตกรรมแรกของไทย กับปัญหาด้านการสื่อสาร

หนึ่งในด่านหินของผู้ประกอบการหลายรายในอุตสาหกรรมอาหารและยา โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ก็คือ การขออนุญาตจดทะเบียนอย. ดังเช่นที่คุณวิริยา เคยผ่านมาแล้ว 

“…ปัญหาแรกก็คือ ผักอัดเม็ด ยากมากกับการจด อย. เพราะเป็นเรื่องใหม่มากในประเทศไทย ณ เวลานั้น เพราะฉะนั้น อย. จึงต้องตรวจละเอียด ผักอัดเม็ด 5 สี ใช้เจ้าหน้าที่ตรวจ 5 คน แล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคน ว่า ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน กว่าที่เราจะได้รับอนุญาต ใช้เวลาเกือบ 2 ปี” 



ขณะเดียวกัน ก็มีปัญหาเรื่องแพ็กเกจจิ้ง เนื่องจากข้อจำกัดในการแยกประเภทสินค้าของ อย. ทำให้สินค้าของ Bioveggie ถูกจัดอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะฉะนั้น ข้างกล่องต้องระบุว่า ‘เด็ก และสตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน’ แม้เราจะไม่ได้ใส่สารเคมีใด ๆ เลยก็ตาม ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็น Target group ของเรา” 

อย่างไรก็ตาม Bioveggie พยายามปรับใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ อย่าง เว็บไซต์ และสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ให้ลูกค้าได้รับทราบว่า “ผักอัดเม็ด” มีสารอาหาร และคุณประโยชน์อย่างไรบ้าง พร้อมกับการทำคอนเทนต์เชิงให้ความรู้ในด้านสุขภาพ ควบคู่ไปกับการสื่อสารในช่องทางออฟไลน์ อย่างการไปออกบูธ ตามอีเวนต์ต่าง ๆ ซึ่งมีการแจกสินค้าให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ลองชิมกันด้วย จนได้กระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ

จุดเปลี่ยนท่ามกลางวิกฤต

หลังจากก่อตั้งได้ไม่นาน ‘บจก. เชียงใหม่ไบโอเวกกี้’ ได้เข้าร่วมโครงการ “นวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย” ของธนาคารกรุงเทพ เพื่อระดมทุนในการขยายธุรกิจ  คุณวิริยา ระบุว่า “...หลังจากเข้าโครงการแล้ว NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) ให้ความสนใจ ขอเข้ามาเยี่ยมชมโรงงาน ทางทีมผู้บริหาร NIA มองว่าเป็นสิ่งใหม่ของประเทศ และมองว่าเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่มีโอกาสไปถึงระดับโลกได้ ทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA จึงได้คัดเลือกเราเป็นธุรกิจในอันดับ 1 ของประเทศ จาก 10 สุดยอดธุรกิจนวัตกรรม ประจำปี 2555  ถือเป็นการผลักดันให้ธุรกิจเราขยับขึ้นมาอยู่ในแนวหน้า และเกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น...”


‘บจก. เชียงใหม่ไบโอเวกกี้’ 

กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง สู่ไลน์ผลิตภัณฑ์ที่มากขึ้น

ปัจจุบัน ‘บจก. เชียงใหม่ไบโอเวกกี้’ มีการแปรรูปผักหลายร้อยตันต่อปี โดยใช้ผักจากเกษตรกรภายใต้การดูแลของ มูลนิธิโครงการหลวง 100% ในการผลิตผักอัดเม็ด 5 สี  ในช่วงนั้นบริษัท มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และคัดสรรวัตถุดิบจากกลุ่มเกษตรกรคุณภาพเข้ามาเสริม อาทิ Gummy V mix Veggie ซึ่งเป็นวิตามินซี เยลลี่รสผลไม้รวมรายเดียวในไทย ที่ผสมผักแท้ ๆ 5 ชนิด เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร ให้กับกลุ่มเด็กอีกด้วย 

คุณวิริยา เผยว่า “ชิ้นเยลลี่ของเรา ถ้าลองมองผ่านกล้องขยายดู จะเห็นผงของผักชนิดต่าง ๆ  ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราวิจัยและพัฒนาด้วยตนเอง” 

นอกจากนี้ ‘บจก. เชียงใหม่ไบโอเวกกี้’ ยังมีแผนการผลิตอาหารเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารเหลวสำหรับผู้ป่วย หรืออาหารสำหรับผู้ป่วยเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วยโรคความดัน เบาหวาน ฯลฯ ซึ่งเป็นการทำวิจัยร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล  ล่าสุดยังมีการพัฒนาผักอัดเม็ดให้มีคุณสมบัติพิเศษ โดยการเสริมโปรไบโอติก เพื่อช่วยเรื่องการปรับสมดุลในร่างกาย การดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และช่วยเรื่องการเผาผลาญ โดยผลการทดลองกับอาสาสมัคร ยังพบว่าช่วยในเรื่องของการนอนหลับและระบบขับถ่ายได้ดีอีกด้วย

ต่อยอดธุรกิจนวัตกรรม สู่การยืดอายุน้ำผลไม้

คุณวิริยา เปิดเผยกับทีมงานว่า “...ตอนนี้ เรากำลังมองเรื่องของการยืดอายุน้ำผลไม้ต่าง ๆ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยใช้ Process ความเย็นระดับเยือกแข็งระดับนาโน ซึ่งยังอยู่ในขั้นทดลองและมีแนวโน้มที่ดี ถือเป็นอีก 1 นวัตกรรม ที่เราภาคภูมิใจ...” 

การพัฒนานวัตกรรมสำหรับน้ำมะนาว หลังจากผ่านกระบวนการนี้แล้ว เก็บแบบแช่แข็ง สามารถเก็บได้นานถึง 2 ปี ซึ่งความพิเศษอยู่ตรงที่ เมื่อนำมาละลายแล้ว ยังยืดอายุน้ำมะนาวให้มีความหอม และความสดเหมือนมะนาวที่เพิ่งเด็ดจากต้นได้นานถึง 3 เดือนเมื่อเก็บในช่องเย็นปกติโดยไม่ต้องแช่แข็งซ้ำ  ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดในตลาดตอนนี้



เราทดลองปลูกมะนาวเอง ปลูกทุกสายพันธุ์ จนมาจบที่มะนาวสายพันธุ์ ไร้เมล็ด โดยปลูกในระบบ Digital Farm มีระบบควบคุมการให้น้ำ ควบคุมความชื้น พอเราชำนาญแล้ว ก็ไปส่งเสริมให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกรทางภาคเหนือที่เราคอนแทคกันไว้ ให้เขาผลิต เรารับซื้อ โดยมีสัญญากันว่าสินค้าจะต้องมีมาตรฐานตามที่เราต้องการ  การทำมาตรฐานเกษตรปลอดภัย ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น สุขภาพดี มีรายได้แน่นอนชัดเจน และด้วยหลักธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจของเราตลอดมา  เรายังรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดอีกด้วย



คุณวิริยา ย้ำว่า “...นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ ปัจจุบัน เราพร้อมที่จะพัฒนาน้ำผลไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ ที่เราจะช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้ในระดับประเทศ”


ติดตามเรื่องราวของ “Bioveggie” ได้ที่

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

ธุรกิจยุคใหม่ต้อง ‘ไร้สัมผัส’ SME in Focus

ธุรกิจยุคใหม่ต้อง ‘ไร้สัมผัส’

ความร้ายแรงของโควิด-19 ที่มนุษย์โลกต้องเผชิญนั้นยิ่งกว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ เพราะทำลายทั้งชีวิตและระบบเศรษฐกิจขอ...
155891 | 09/06/2020
5 เทรนด์เทคโนโลยีดิจิทัล กระแสแรงแห่งปี 2021 SME in Focus

5 เทรนด์เทคโนโลยีดิจิทัล กระแสแรงแห่งปี 2021

ปี 2020 เป็นหนึ่งในปีที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลอย่างมากกับทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคสังคมทั่วโลก ทั้งกับการดำเนินชีวิตของผู้คนและแนวทางการดำเนินธุรกิจข...
135275 | 21/01/2021
รู้จักทฤษฎี 6W1H ตัวช่วยค้นหาลูกค้าของธุรกิจออนไลน์ SME in Focus

รู้จักทฤษฎี 6W1H ตัวช่วยค้นหาลูกค้าของธุรกิจออนไลน์

6W1H เป็นสูตรที่ถูกนำมาใช้วิเคราะห์และวางแผนทางการตลาด เพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้า โดยมีการตั้งคำถามและตอบโจทย์ว่า ใคร (Who), จะทำอะไร (What), ที...
122600 | 24/11/2020
banner